Menu

กสทช.ยอมสยบนำรายได้เข้าคลังให้กู้อีก1.2หมื่นล. (ไทยโพสต์)

11-07-2014

กสทช.ยอมสยบนำรายได้เข้าคลังให้กู้อีก1.2หมื่นล. (ไทยโพสต์)

”กสทช.” พินอบพิเทา “คสช.” ตามคำสั่งฉบับที่ 80 พร้อมนำรายได้เงินทุกบาททุกสตางค์ส่งแผ่นดิน พ่วงให้คลังกู้เงินกองทุน กทปส.อีก 1.2 หมื่นล้านบาท อึ้ง! อธิบดีกรมบัญชีกลางยังไม่รู้เรื่อง “ฐากร” เผยคณะคืนความสุขไฟเขียวนำเงินไปจัดทำคูปอง 7 ล้านครัวเรือนไม่ต้องส่งคลังใน 15 วัน วิทยุชุมชนเฮ! 4,700 แห่งออกอากาศได้แล้ว
    เมื่อวันพฤหัสบดี นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้เข้าหารือร่วมกับ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะหัวหน้าฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ถึงประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 80/2557 เมื่อช่วงค่ำวันที่ 9 ก.ค. เรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการ ประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ซึ่งมีเนื้อหาหลักให้นำเงินประมูลในกิจการวิทยุโทรทัศน์และโทรคมนาคมเข้า เป็นรายได้แผ่นดินนั้น
โดยนายฐากรให้สัมภาษณ์ภายหลังว่า คสช.ได้มีคำสั่งให้ กสทช.สามารถนำเงินที่ได้จากการประมูลทีวีดิจิตอลงวดแรก 11,162 ล้านบาทไปใช้ในการจัดทำคูปองเงินสนับสนุนอุปกรณ์รับชมทีวีดิจิตอลได้ทันที จากที่ประกาศ คสช.ได้ระบุไว้ว่าต้องนำเงินส่งเป็นรายได้แผ่นดินภายใน 15 วัน โดยให้ทำเรื่องเบิกของบประมาณ ทั้งนี้ ในส่วนของแผนแจกคูปองในปีแรก กสทช.ยังยืนยันไว้ที่ 7 ล้านครัวเรือน และจะทยอยจัดส่งคูปองภายได้ในเดือน ก.ย.นี้
      “คสช.แจ้งว่าเงินประมูลทีวีดิจิตอลที่เหลือ ซึ่งอยู่ระหว่างชำระเงินในปีถัดๆ ไปของผู้ประกอบการ กสทช.ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดินโดยตรง และในส่วนของเงินที่จะนำมาใช้จัดทำคูปองในงวดต่อๆ ไปก็ต้องทำเรื่องเบิกงบประมาณดังเดิม” นายฐากรกล่าว
นายฐากรยืนยันว่า เงินประมูลที่เหลืออีก 3.97 หมื่นล้านบาทนั้น จะนำส่งเงินส่วนที่เหลือทันที หลังจากผู้ประกอบการนำมาจ่าย แบ่งเป็นปีที่ 2 จำนวน 8,124 ล้านบาท, ปีที่ 3 และปีที่ 4 ปีละ 8,653 ล้านบาท และปีที่ 5 กับปีที่ 6 อีกปีละ 7,134 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีเงินกองทุน กทปส.เหลืออีกประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท ที่กระทรวงคลังสามารถยืมไปใช้ได้ตามความจำเป็น โดยที่มาของรายได้ประกอบด้วย 1.รายได้ที่โอนมาจากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เดิม 3,000 ล้านบาท 2.เงินงบประมาณที่สำนักงาน กสทช.จัดสรรให้ตามกฎหมายปีละไม่เกิน 50 ล้านบาท 3.เงินค่าปรับต่างๆ 396 ล้านบาท และ 4.ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากผู้ได้รับไลเซนส์เพื่อนำไปพัฒนาและกระจาย บริการต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะอย่างทั่วถึง (ยูเอสโอ) ด้านโทรคมนาคม 8,400 ล้านบาท
    ด้านนายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวถึงประกาศดังกล่าวว่า ยังไม่ทราบรายละเอียดเรื่องนี้ จึงยังไม่สามารถชี้แจงอะไรได้มากนัก ต้องขอหารือกับ กสทช.ก่อน
สำหรับประกาศ คสช.ฉบับที่ 80/2557 นั้น เนื้อหาหลักคือค่าธรรมเนียมใบอนุญาตตามมาตรา 41 ที่เป็นค่าธรรมเนียมใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ และค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ เมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้วให้นำส่งเข้าเป็นรายได้แผ่นดิน รวมทั้งกำหนดให้กระทรวงการคลังสามารถยืมเงินกองทุน เพื่อนำไปใช้ในกิจการของรัฐอันเป็นประโยชน์สาธารณะ และมีการตั้งคณะกรรมการบริหารกองทุนด้วย ที่สำคัญคือการให้ กสทช.นำเงินที่ได้จากการประมูลตามมาตรา 41 วรรคหก แห่ง พ.ร.บ.กสทช.ที่ยังไม่ได้นำส่งเข้ากองทุน กทปส.ให้นำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน หลังหักค่าใช้จ่ายแล้วภายใน 15 วันนับแต่วันที่ 9 ก.ค. ซึ่งประกาศใช้บังคับ
วัน เดียวกัน ที่โรงแรมสวิสโฮเต็ล เลอ คองคอร์ด กสทช.ได้เปิดเวทีเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนต่อโครงการสนับสนุน ประชาชนในการเปลี่ยนผ่านไปสู่การรับชมโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอลทั่ว ประเทศในเขตภาคกลางและกรุงเทพมหานคร ซึ่งถือเป็นครั้งสุดท้าย หลังจากได้จัดเวทีรับฟังความคิดเห็น 3 ภาค เหนือ-ใต้-ตะวันออกเฉียงเหนือ เมื่อวันที่ 4, 5 และ 8 ก.ค.แล้ว โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมรวมกว่า 700 ราย ซึ่งเสียงส่วนใหญ่ก็เห็นด้วยที่จะแจกคูปองมูลค่า 1,000 บาท
    ขณะที่นายปราโมทย์ โชคศิริกุลชัย นายกสมาพันธ์สมาคมดิจิทัลคอนเทนต์บันเทิงไทย กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยที่เงื่อนไขคูปองจะใช้แลกกล่องทีวีดาวเทียมและเคเบิลทีวี เพราะผิดวัตถุประสงค์การประมูลตั้งแต่แรก ซึ่งผู้ประกอบการไม่มีการรับรู้ทำให้แข่งกันทุ่มเงินประมูลจำนวนมาก
      นายฐากรยังกล่าวถึงกรณีวิทยุชุมชนว่า มี 4,700 สถานีสามารถออกอากาศได้ตามประกาศ คสช. โดยมีผลตั้งแต่เวลา 13.00 น. ของวันที่ 10 ก.ค.เป็นต้นไป ซึ่งประกอบด้วย กลุ่มแรก 600 สถานีที่ผ่านขั้นตอนการตรวจสอบอุปกรณ์ออกอากาศและมาตรฐานทางเทคนิคจาก กสทช.แล้ว โดยกลุ่มนี้ให้รายงานตัวต่อสำนักงานเขต กสทช. 14 เขต เพื่อออกอากาศได้ทันที หลังรายชื่อสถานีประกาศในเว็บไซต์ กสทช. กลุ่มที่ 2 จำนวน 4,100 สถานีได้รับอนุญาต แต่อุปกรณ์และมาตรฐานทางเทคนิคยังไม่ได้รับการตรวจสอบ ซึ่งหลังจากผ่านกระบวนการตรวจสอบแล้วจะประกาศรายชื่อบนเว็บไซต์ กสทช.เช่นกัน
     “กลุ่มที่ 3 อีก 1,700 สถานี อยู่ระหว่างยื่นคำขออนุญาตทดลองประกอบกิจการ ซึ่ง กสทช.จะรีบพิจารณา เพื่อให้สามารถออกอากาศได้ ขณะที่อีก 3,000 สถานีที่เป็นวิทยุชุมชนเถื่อน ไม่สามารถกลับมาออกอากาศได้อีกเลย หากฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 3 ล้านบาท” นายฐากรระบุ.