Menu

คุยกับ"พ.อ.นที ศุกลรัตน์" มองจุดเปลี่ยน อ่านอนาคต "กสทช." (ประชาชาติ)

02-06-2015

คุยกับ"พ.อ.นที ศุกลรัตน์" มองจุดเปลี่ยน อ่านอนาคต "กสทช." (ประชาชาติ)


ก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนอีกครั้งสำหรับ "กสทช." ที่กำลังจะมี พ.ร.บ.ฉบับใหม่ที่ดูเหมือนจะลดทอนอำนาจไปให้บอร์ด DE (ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม) "ประชาชาติธุรกิจ" ฉบับนี้มีโอกาสพูดคุยกับโต้โผใหญ่ฟากบรอดแคสต์ "พ.อ.นที ศุกลรัตน์" รองประธาน กสทช. และประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ (กสท.) เกี่ยวกับการทำงานที่ผ่านมา โดยเฉพาะเมื่อต้องรับมือกับการขอคืนใบอนุญาตทีวีดิจิทัลของ "ติ๋ม ทีวีพูล" ดังนี้

- "ไทยทีวี" ทำให้ กสทช.กลายเป็นจำเลย

ผมคิดว่า กสทช. ไม่ใช่จำเลย ถ้าทุกรายประสบความล้มเหลว กสทช.อาจจะผิดพลาด แต่กรณีนี้ กสทช. เป็นกรรมการ ผู้กำกับดูแล ต้องดำเนินการตามกฎกติกาที่มีการเปลี่ยนผ่านต้องใช้เวลาพอสมควร ไม่ได้ทำชั่วข้ามคืน แต่ไทยไปได้เร็วมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ซึ่งการเปลี่ยนแปลงมักจะมีปัญหาและข้อขัดข้องเกิดขึ้นเสมอ สิ่งใดที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ที่ กสทช. สามารถทำได้ ผมคิดว่าเราจำเป็นต้องทำอย่างเต็มที่เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเกิดประโยชน์ต่อประชาชนโดยรวม

- คิดไว้ก่อนไหมว่าจะมีช่องไปไม่รอด

เป็นปกติของกิจการที่มีการแข่งขัน ย่อมต้องมีผู้สำเร็จและไม่ประสบความสำเร็จ ทีวีดิจิทัลก็เหมือนกัน คาดคิดสิ่งต่างๆ เหล่านี้ไว้แล้ว ทุกอย่างกำหนดไว้ในกติกาครบถ้วน การประมูลเป็นการประมูลสิทธิในการใช้คลื่น 15 ปี ไม่ใช่ปีต่อปี ดังนั้นเมื่อเป็นผู้ชนะการประมูลจึงต้องจ่ายเงินค่าชนะการประมูล การให้แบ่งจ่ายเป็นงวดๆ โดยให้วางหนังสือค้ำประกันของธนาคารก็เพื่อไม่ให้เกิดภาระเกินไปเท่านั้น

- อะไรทำให้ช่องไปไม่รอด

ระบบใบอนุญาตการแข่งขันเป็นสิ่งสำคัญ ผู้ที่มีประสิทธิภาพก็จะประสบความสำเร็จ กรณีทีวีดิจิทัลทุกรายก็ต้องแข่งขันเสนอเนื้อหาที่ดีกว่า น่าสนใจกว่าต่อประชาชน ผู้ที่ประสบความสำเร็จคือผู้ที่สามารถวางแผนธุรกิจได้ดี เข้าใจตลาด หรือวางกลยุทธ์ดึงดูดความสนใจของประชาชนได้ดี กสท.ให้โอกาสกับทุกรายได้เข้ามาแข่งขันได้ แต่ไม่สามารถทำให้ทุกรายประสบความสำเร็จ

- จะมีมาตรการช่วย

ต้องดูภาพรวมทั้งหมดก่อน

- การออกไลเซนส์อื่น

ช่องทีวีรัฐสภาอนุมัติแล้ว ช่องสาธารณะอื่นจะเร่งโครงข่ายของกรมประชาสัมพันธ์ให้เรียบร้อยก่อน ส่วนช่องชุมชนต้องรอให้ไทยพีบีเอสยุติแอนะล็อกในปี 2559 ก่อน

- วิทยุดิจิทัล

กำลังศึกษาแนวทางอยู่ ไม่ได้ช้ากว่าแผน การตัดสินใจเรื่องนี้ต้องระมัดระวังมาก เพราะแทบไม่มีที่ไหนทำแล้วประสบความสำเร็จ แต่เราต้องทำเพื่อแก้ปัญหาวิทยุที่มีอยู่เยอะมาก ต้องดีลกับกลุ่มผู้ได้รับใบอนุญาตทดลองประกอบกิจการวิทยุเดิม

ล่าสุดบอร์ดได้ผ่านอนุมัติให้นำแผนความถี่วิทยุและมาตรฐานทางเทคนิคไปประชาพิจารณ์แล้วโดยจะเป็นกรอบทางเทคนิคสำหรับระบบFMAMและดิจิทัล ก่อนจะมีหลักเกณฑ์การออกใบอนุญาตตามมา แต่จะไม่มีการพูดถึงการสวิตช์ออฟวิทยุแอนะล็อกเพราะถึงจะมีวิทยุดิจิทัล วิทยุ AM-FM ก็ยังอยู่

- ไลเซนส์โฮมช็อปปิ้งกับเรตติ้ง

ติดประเด็นด้านกฎหมาย ตอนนี้กำลังหาแนวทางกำกับดูแลผ่านผู้รับใบอนุญาตช่องทีวีเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค

- งานไม่ค่อยคืบหน้า

ทำได้ภายใต้ภาวะที่เป็นอยู่ อย่างทีวีดาวเทียมกับวิทยุ หลังเปลี่ยนแปลงทางการเมืองก็มีกฎกติกาเพิ่ม เหมือนต้องทำงานใหม่อีกรอบหนึ่ง แต่ก็ถือว่าเริ่มเข้ารูปเข้ารอย การนำทีวีดาวเทียม วิทยุท้องถิ่นไปใช้ทางการเมืองลดลง แต่การละเมิดผู้บริโภคกำลังเน้นแก้ปัญหานี้การขยายโครงข่ายทีวีดิจิทัลช้าเฉพาะของกรมประชาสัมพันธ์ มีคำสั่งปรับไปแล้ว ไม่ได้มีผลกระทบต่อการขยายฐานคนดูทีวีดิจิทัล ไปได้เร็วกว่าที่คาดเยอะ ส่วนเรื่องคูปองดิจิทัล ทางสำนักงาน กสทช.เป็นผู้ดูแล

- ทีวีดาวเทียมบ่นเป็นลูกเมียน้อย

ทีวีดิจิทัลคือฟรีทีวีเป็นบริการพื้นฐานที่่รัฐต้องดูแลให้ทุกคนได้รับข้อมูลข่าวสารต่างกับทีวีดาวเทียมและเพย์ทีวีที่เป็นบริการประเภทอยากดูต้องจ่ายเงินการกำกับดูแลจึงต่างกัน แต่ที่ดูเหมือนเหลื่อมล้ำเพราะมันเกิดกรณีที่ สิ่งที่ตัวเองควรเสียไม่ยอมเสีย ต้องการจะได้อย่างเดียว

- บอร์ดมีแต่วาระหนัก ๆ

การกำกับเรื่องของสื่อยุ่งเสมอ เพราะกำลังดีลอยู่กับคนที่นำข้อมูลข่าวสารไปสู่สังคม อะไรที่มีผลกระทบกับเขา ก็พยายามจะนำข้อมูลข่าวสารในส่วนนั้นออกไปสู่ประชาชน เพื่อแก้ไขปัญหาส่วนตัวของเขาด้วย

แต่หลักของผม คือ จะใช้อารมณ์ ความรู้สึกตัดสินไม่ได้ ต้องยึดตามหลักกฎหมาย

กรณี SLC ที่งดออกเสียงเพราะไม่เห็นด้วยที่จะเอากติกานี้มาพิจารณาตั้งแต่ต้น แต่ไม่ได้หมายถึงว่าจะเห็นด้วยว่าการกระทำแบบนี้ถูกหรือผิด แต่ที่ผมไม่เห็นด้วยที่จะมีกติกานี้มาใช้กับกรณีนี้ เพราะในกติกาไม่มีส่วนไหนเลยที่ใช้คำว่า "ผู้รับใบอนุญาต" กสทช.จัดลำดับกติกาชัดเจน ระหว่างผู้ขอรับใบอนุญาต-ผู้เข้าร่วมประมูล-ผู้ได้รับใบอนุญาต
- การขายช่องดิจิทัล

การเปลี่ยนผู้ถือหุ้นของช่องเป็นไปได้ แต่หลักคือผู้บริหารต้องเป็นคนไทยและผู้ได้รับจัดสรรคลื่นต้องประกอบกิจการด้วยตนเอง แต่ยังมีรายละเอียดอื่นจะตอบแบบเร็ว ๆ ไม่ได้ แต่กรณีอย่างบริษัท A ขายกิจการให้บริษัท B เลยแบบนี้ไม่ได้

- เกณฑ์การครองสิทธิ์ข้ามสื่อยังไม่ออก

เป็นเรื่องที่ยากในเชิงคอนเซ็ปต์ วันนี้บริบทของโลกเปลี่ยนไป ไม่มีสื่อไหนที่จะครอบงำความคิดของคนได้อีกเพราะคนได้รับข้อมูลจากช่องทางที่หลากหลาย ซึ่งกติกาในส่วนนี้ยังไม่เสร็จเพราะกรรมการยังเห็นไม่ตรงกันในเชิงนิยามสื่อ

แต่หลักใหญ่ที่สำคัญคือต้องโฟกัสเฉพาะผู้ถือใบอนุญาตวิทยุกับโทรทัศน์จะไปยุ่งกับกิจการหนังสือพิมพ์สิ่งพิมพ์อื่นไม่ได้

-จะมีการเรียกคืนคลื่น?

ปีนี้และปีหน้าจะเริ่มเห็นกระบวนการเตรียมพร้อมเพื่อเรียกคืนคลื่น

- กม.ใหม่ บทบาท กสทช.เปลี่ยน

ในเชิงนโยบายต้องทำงานสอดคล้องกับบอร์ด DE บทบาทจะลดลงนิดหนึ่ง แต่ในเชิงการกำกับดูแลอุตสาหกรรม ยังเป็นหน้าที่ของ กสทช.ไม่ได้เปลี่ยนไป